Sommanas 的个人资料"LIFE IS ABOUT CHOICES"照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
Thanks for visiting! |
|||||
7月19日 MAYA LIN The Phenomenon between art and architecture MAYA LIN Text by Xaroj Phrawong โดยส่วนตัวแล้วผมชอบบทความนี้ก็เลย แอบเอามาเก็บไว้อ่านมั่ง... ![]() ได้ทราบข่าวของผู้กำกับ Oliver Stone ผู้มีปมคาใจในสงครามเวียตนาม และดาราคนโปรด Bruce Willis ในหนังเรื่องใหม่ จากการที่ Stone ได้เข้าร่วมรบกับชาวเวียตในฐานะ GI ทำให้ลุงแกเกิดปมและมีหนังที่สร้างเนื่องจากสงครามเวียตนามอยู่หลายเรื่อง อย่างภาพยนต์ดีกรีออสการ์นาม PLATOON หนังเรื่องนี้มีชื่อว่า "พิงค์วิลล์ " ( Pinkville ) เรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 มี.ค.2511 แต่เรื่องนี้ไม่ได้เป็นแนวบู๊ล้างผลาญ แต่เนื้อหาจะเน้นไปยังการสอบสวนสืบสวนกรณีสังหารหมู่ชาวบ้านเวียตนามหลายร้อยคนที่หมู่บ้าน My Lai (หมีลาย) ใน Quang Ngai สงครามไม่เคยให้อะไรกับใคร นอกจากสูญเสียด้วยกันทั้งคู่ แต่สงครามเวียตนามในครั้งนั้นได้สร้างให้เกิดปรากฏการณ์ในยุคหนึ่งของวงการบันเทิงบ้านเราที่นิยมลูกครึ่งฝรั่ง อันเป็นผลพวงจากสงครามเวียตนาม ดังที่เราจะพบลูกครึ่งอเมริกัน ทั้งคอเคเซี่ยน-อเมริกัน,อาฟริกัน-อเมริกัน แต่สงครามเวียตนามนอกจากจะเกิดปรากฏการณ์เหล่าดารา แต่ก็ยังให้โอกาสที่สำคัญแก่สาวน้อยผู้สร้างสรรศิลปะ และสถาปัตยกรรม ให้ปรากฏตัวเองในวงการได้อย่างไม่น่าเชื่อแบบเหนือความคาดหมาย ![]() From Vietnam to D.C. ,Pinkville and MAYA LIN หลังจากสงครามเวียตนามจบลง ในอีกฟากของโลกเรา ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี ได้มีการประกวดแบบเพื่อการสร้าง อนุสรณ์สถานทหารผ่านศึกสงครามเวียดนาม (Vietnam Veterans Memorial) และการประกวดครั้งนี้เองที่สร้างความประหลาดใจแก่ชาวบ้าน เพราะผู้ที่ชนะการประกวด ไม่ใช่นักออกแบบชื่อดังแต่เป็นเด็กสาวกำลังศึกษาปริญญาตรีที่ Yale University และเป็นเด็กสาวที่ไม่ใช่ฝรั่งหรือคอเคเซี่ยน แต่เป็นสาวน้อยเอเชีย อเมริกันเชื้อจีน นามว่า Maya Ying Lin Lin เกิดที่ Athens, Ohio ท่ามกลางบรรยากาศของครอบครัวนักวิชาการที่ Ohio Universityโดยทั้งพ่อและแม่เป็นนักวิชาการทางศิลปะทั้งคู่ ครอบครัวของ Lin เป็นชาวจีนอพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่มาลงหลักปักฐานที่ Ohio แดนมะกันเมื่อปี 1958 แรกเริ่มเรียนที่ปริญญาตรีด้านศิลปะจากมหาวิทยาลัย Yale แล้วเรียนต่อระดับปริญญาโทจนจบ M.Arch เมื่อปี 1986 ในชีวิตหลังจากนั้นก็ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมาศักดิ์จากหลายสถาบัน . แต่สิ่งที่เรียกว่าทำให้ชีวิตเธอเริ่มต้นในการเป็นสถาปนิกผู้ก้ำกึ่งระหว่าง ศิลปะหรือสถาปัตยกรรมคือการที่ตอน Lin อายุได้ 21 ในปี 1981 เธอเอางานของเธอฝ่าด่านอรหันต์จากแบบแนวความคิดที่มาจากสารทิศกว่า 1,420 ชิ้น สิ่งที่เธอทำให้ได้ใจกรรมการก็คือการสร้างความระหว่าง ทั้งระหว่างประติมากรรมหรือสถาปัตยกรรม ระหว่างแสง-เงา ระหว่างคนเป็น-คนตาย ![]() ![]() ในงานชิ้นนี้Linได้สร้างงานออกแบบชิ้นนี้บนแนวความคิดแบบตะวันออกที่เป็นรากของเธอ โดยรายชื่อกว่า 58,253 ชื่อของทหารผ่านศึกสงครามเวียดนามที่สาบสูญหรือตาย ได้ถูกสลักลงบนหินแกรนิตดำ ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ทันทีเมื่อแรกมองด้วยมุมที่สะท้อนและย้อนแสงอาทิตย์ แต่จะต้องให้เงาของญาติผู้สูญเสียนั้นทาบลงบนอักษรรายชื่อของทหารที่สลักบน หินแกรนิตดำเสียก่อน ภาพอักษรนั้นจึงสามารถมองเห็นได้ และที่กลวิธีนี้เอง เป็นวิธีที่ Lin ใช้ให้เป็นการสื่อสารระหว่างคนเป็นและคนตาย ผ่านแสงและเงาของคนเป็นถึงคนตาย งานนี้เป็นรูปทรงงานเป็นตัว V คล้ายบูมเมอแรงที่มีจุดปลายของสเปซที่สนใจชวนฉงน เมื่อมาถึงสุดปลายทางของ V แล้วก็จะพบกับเสา Obelisk , Washington Monument เพื่อจะบอกว่า ที่นี่ ที่วอชิงตันนี่ละ ที่ส่งทหารเหล่านี้ไปตายให้เหลือแค่เพียงชื่อสลักนี้ แม้ว่างานนี้จะมีอุปสรรคต่างๆมากมาย แต่งานนี้ก็เปิดการใช้งานในปี 1982 หลังจากนั้นดูราวกับว่าชีวิตของ Lin ได้เริ่มต้นในวงการ ภาพของเด็กสาวหน้าหมวยตาใสในตอนรับรางวัลยิ่งใหญ่ดูจะเปลี่ยนไปต่อจากนี้ ![]() After the first to the next step จากนั้นชีวิตการทำงานศิลปะของเธอก็ดำเนินต่อไป The Civil Rights Memorial ใน Montgomery, Alabama เป็นงานต่อเนื่องอีกชิ้นที่มีการนำเสนอเรื่องราวแบบงาน Vietnam Veterans Memorial หินแกรนิตดำ และการสลักชื่อ ยังเป็นสิ่งที่เธอนำมาใช้ แต่คราวนี้เป็นจุดประสงค์เพื่อบอกเรื่องราวของการต่อสู้ประชาชน 40 คน ในเรื่องการเหยียดผิวระหว่างปี 1954 และ 1968 งานนี้ Lin ใช้แนวความคิดจากการใช้วารีบำบัดเยียวยาและวลีเด็ดของนักเทศน์ผู้เป็นอมตะในใจชาวผิวสี Martin Luther King, Jr. ที่ว่า "... we will not be satisfied until justice rolls down like waters and righteousness like a mighty stream. ..." การตีความคำพูดสู่เรื่องราวของเนื้อหาจึงมาสู่ประติมากรรมชิ้นนี้ที่ได้เปิดตัวในปี 1989 ให้บอกถึงความน่าสนใจในตัวเธอ หลังจากจบปริญาโทในปี 1986 Lin ได้เริ่มตั้งสตูดิโอ Maya Lin Studio ของตัวเองในมหานครนิวยอร์ค ที่สร้างสรรงานทั้งแนวศิลปะ สถาปัตยกรรม และ เราอาจจะพบ Lin ในบทบาทของสถาปนิกน้อยกว่าประติมากร แต่ก็จะเป็นงานที่ดูโดดเด่นในงานที่ต้องการความเฉพาะอย่างยิ่งยวด กับการทำงานแนว memorial ก็ดูว่าเป็นสิ่งถูกโฉลกกับเธอมากทีเดียว ![]() The Riggio-Lynch Chapel Children's Defense Fund, Clinton, TN, 2004 เป็นการร่วมงานกับ Bialosky + Partners, Architects & Planners งานนี้ก็เช่นกัน ด้วยการสื่อสารด้วยการตีความกับเนื้อหาของงานก็เป็นสิ่งที่หยิบมานำเสนอ จุดเริ่มต้นอยู่ที่การตีความนามธรรมของเรือ Noah ที่นำเรื่องราวของการต่อเรือไม้สู่ผิวของโบสถ์หลังนี้ กับนำหลักของ Children's Defense Fund ที่บอกว่า " Dear Lord be good to me/ The Sea is so wide/and my boat is so small " และยังมีความน่าสนใจในเรื่องของ programming ต่างๆ ที่มีการแบ่งอาคารออกเป็น 2 ส่วนแต่เชื่อมด้วยทางเดิน เชื่อมในส่วนบริหารและส่วนโบสถ์ที่มีความแตกต่างกันด้วย form ที่เป็นเรือไม้นามธรรม กับกล่องคอนกรีต ![]() ช่วงชีวิตของLin เติบโตท่ามกลางสังคมวัฒนธรรมตะวันตก แต่จุดที่ทำให้เธอมาสนใจรากเหง้าของเธอมากขึ้นก็จากการที่รับทำงานออกแบบ The Museum of Chinese in America's (MOCA) ในย่าน Chinatown, New York งานนี้ตั้งอยู่ระหว่างสองบลอคถนน เป็นโครงการที่เชื่อมสองวัฒนธรรมของศิลปะร่วมสมัยกับไชน่าทาวน์แบบดั้งเดิม MOCA ถูกชักชวนให้เข้าสู่เรื่องราวด้วยหน้าต่างที่เป็นส่วนเชื่อมสำคัญ ที่จะบอกเรื่องราวของชาวจีนที่อพยพมาตั้งแต่ยุค 1800 จนปัจจุบันอย่างเป็นลำดับตามกาพย์ และยังมีการรวมถึงสเปซที่เอื้ออำนวยต่อการสร้างสรรศิลปะทั้ง ภาพยนต์ หรือเวิร์คชอปต่างๆ ปัจจุบันในปัจฉิมวัยของ Lin ยังคงทำงานควบคู่กันไปทั้งศิลปะ และสถาปัตยกรรม ให้เป็นเนื้อเรื่องเดียวกันในการหลอมรวมสเปซ และมีการตีความใหม่ๆให้น่าสนใจอย่างต่อเนื่อง Where are we going on the next milestone? เมื่อมองจากนอกเข้ามาในบ้านเรา การที่จะบอกว่าชนชาติไหนมีทักษะด้านงานออกแบบไม่เท่ากันก็คงจะไม่จริงเสมอไป วิชาชีพนี้เป็นงานที่ใช้สมองมากกว่าแรงกาย ทุกๆเชื้อชาติจึงมีสิทธิ์ที่จะทำผิด ดี เลว พลาด และสร้างความงามได้ไม่ต่างกัน Maya Lin ก็เป็นข้อพิสูจน์อีก 1 ที่ทำให้เราเห็นได้ จากการทำงานหนักและการไม่ทิ้งความตั้งใจ ที่มี ความหลงใหลต่อสิ่งที่ทำมันด้วยความเชื่อเป็นสิ่งยึดถือ ถ้าอ่านบทความนี้แล้วไม่จุใจ ขออนุญาตแนะนำให้ไปหาภาพยนต์สารคดี Maya Lin: A Strong Clear Vision ,1994 โดย Freida Lee Mock ที่การันตีด้วยรางวัลสารคดียอดเยี่ยม Academy Award for Documentary Feature เมื่อปี 1995 ชมจบแล้วจะเข้าใจถึงการทำงานหนักที่ผ่านมาของเธอได้เป็นอย่างดี แม้ว่าอะไรรายรอบตัวเราดูจะหดหู่มีแต่ข่าวรุมเร้าทั่งเศรษฐกิจ โรคภัย การเมือง อาจจะมีรอยหดหู่เปื้อนหน้า แต่ยังไงก็อย่าลืมฝึกฝนทักษะลับมือไว้เพื่อรับมือเมื่อโอกาสมาถึง ก่อนจากขอฝากไว้ “ ทุกหลังสงครามล้วนมีเศรษฐีใหม่ “ โอกาสมีอยู่เสมอ สู้ต่อไป! ![]() Bibliography www.mayalin.com B1Magazine volume3 issue 21 |
|||||
|
|